สาระน่ารู้


วันครู 2559

โพสต์5 ม.ค. 2559 15:20โดยกลุ่มอำนวยการ สพป.ชัยภูมิ 1

 

วันครู


เพราะคุณครูเป็นผู้มีบุญคุณต่อศิษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิต การที่มีเหล่าบรรดาลูกศิษย์ ได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณเช่นคุณครู จึงถือเป็นธรรมเนียมและประเพณีที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน การที่ครูได้ทำให้ศิษย์หลายต่อหลายรุ่นก้าวไปถึงฝั่ง เพียงเพราะเปรียบครูเป็นเรือจ้าง แต่เรือจ้างนั้นก็พร้อมที่จะส่งศิษย์ทุกคนแม้เรือนั้นจะค่อยๆผุกร่อนไปตามกาลเวลา เพียงแค่ศิษย์กลับมาหาบ้างเรือนั้นก็จะอยู่ส่งศิษย์คนอื่นๆต่อไป

ความหมายของวันครู

ครู หมายถึง ผู้สั่งสอน ผู้ให้วิชาและถ่ายทอดความรู้ การอ่านเขียน เป็นผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา แก่ลูกศิษย์ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ รวมไปถึงการให้ความรู้และแนะนำในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานสำหรับวันครูนั้น ถือว่าวันพฤหัสบดี คือ วันครู ตามความเชื่อโดยทั่วไปของไทย

วันครูของประเทศไทย

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ.2500 คุณครู เป็นผู้ที่มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อศิษย์ทั้งหลาย ถัดมาจากคุณพ่อคุณแม่ เป็นวันที่ผองศิษย์ทั้งหลายได้ร่วมใจพร้อมใจกันมานอบน้อมเคารพคุณครู ตั้งแต่โบราณ ครูมีหน้าที่ในการแนะ คือว่าการสอนให้ความรู้แก่ศิษย์ และครูมีหน้าที่ในการนำคือ การทำให้ดู คือประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ ซึ่งคุณครูจะต้องเป็นผู้สอนและก็ทำตนให้เป็นแบบอย่างทีดีให้กับศิษย์ด้วยครูเป็นปูชนียบุคคลที่ศิษย์ควรจะเคารพบูชา และครูเปรียบเสมือนเรือจ้างที่จะคอยส่งลูกศิษย์ข้ามฝั่ง นั่นก็หมายถึง การอบรม สั่งสอนให้ศิษย์มีความรู้และวิชา รวมถึงการเป็นคนดีของสังคมอีกด้วย เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของคุณครู จึงได้จัดให้วันที่16 มกราคม เป็นวันครู และเป็นวันหยุดของสถานศึกษา ซึ่งจะได้เป็นการให้ลูกศิษย์กลับไปแสดงความเคารพและตอบแทนผู้มีพระคุณนั่นเอง

วันครูของ ต่างประเทศ

วันครูไม่ได้มีเฉพาะในประเทศไทย แต่วันครูแห่งชาติ มีด้วยกันทั้งหมดทั้งหมด 76 ประเทศทั่วโลก โรงเรียนทั่วทั้งประเทศหลายแห่งจะทำการเฉลิมฉลองวันครูซึ่งเป็นวันศุกร์ก่อนวันหยุดด้วย "คอนเสิร์ต" และการพบปะสังสรรค์ และนักเรียนจะมอบของขวัญให้แก่ครู อย่างเช่นดอกไม้และช็อคโกแลต ในวันหยุดของอาชีพตัวเอง คุณครูจำนวนมากจะร่วมฉลองกับครอบครัวและครอบครัวของพวกเขา ซึ่งวันครูทั่วโลกจะไม่ตรงกัน และบางประเทศที่ให้ความสำคัญกับวันครู ก็จะสั่งปิดโรงเรียน ส่วนบางประเทศก็ยังคงเปิดสอนตามปกติ

วันที่ใช้จัดงานวันครู

วันครูของประเทศไทย คือวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันหยุดของสถานศึกษา และเปิดโอกาสใหนักเรียนได้กลับมาแสดงความเคารพและพบปะกับคุณครูผู้ที่เคยสอนในอดีต

ประวัติความเป็นมาของวันครู

วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีได้กำหนดให้เป็น "วันครูแห่งชาติ" นักเรียนและครูหยุดการเรียนการสอน เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ครู เป็นผู้มีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย วันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณ 

เพื่อเป็นวันแห่งการรำลึก ถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนทั้งประเทศ  เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ เช่น วันครู ของไทยได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ เมื่อ 16 มกราคม พ.ศ.2500 เพื่อบรรดาลูกศิษย์ได้แสดงความเคารพ สักการะต่อครูผู้มีพระคุณ การประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ได้ระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา มีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู และมีการจัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร 

ประกอบกับมีคุณครูบางกลุ่มที่มีการเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ และประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ซึ่งทำให้ที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาและมีมติ เห็น ควรให้มีวันครู เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง ครู กับประชาชน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น "วันครู"และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว

กิจกรรมที่นิยมทำกันในวันครู

16 มกราคม ของทุกปี ถือเป็นวันครู เป็นวันหยุดของครูที่จะได้พักเหนื่อย จากวันที่สอนมาตลอด เป็นวันหยุดในอาชีพของตัวเอง ที่จะทำให้ระลึกถึงการเรียนการสอนแก่ศิษย์ทั้งหลาย จุดประสงค์ในการมีวันครู เพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ แม่พิมพ์ของชาติที่ได้อบรมสั่งสอน ให้เราเป็นคนดีรู้วิชา เพราะฉะนั้นครูจึงเป็นบุคคลที่สำคัญอย่างมาก ทั้งให้ความรู้ การศึกษา และประสบการณ์ รวมทั้งเป็นอาชีพที่ถือว่ามีความเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างมาก กิจกรรมวันครู แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่ก็ทำให้ลูกศิษย์ที่ยังนึกถึงมาแสดงความเคารพและทำกิจกรรมร่วมกัน

พิธีไหว้ครู

เนื่องจากวันครูเป็นวันที่โรงเรียนหยุดทั้งประเทศ พิธีไหว้ครู ซึ่งสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง มักเลือกเอาวันพฤหัส ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดภาคเรียน ตามความเชื่อโดยทั่วไปของไทย ซึ่งถือว่าวันพฤหัสบดี คือวันครู สำหรับพิธีไหว้ครูนั้น นักเรียนแต่ละห้องจะจัดทำพานดอกไม้ และธูปเทียน ที่จัดทำขึ้นเพื่อน้อมระลึกถึงพระคุณครู โดยการนำ ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้สักการะครู

กิจกรรมทางศาสนา

การทำบุญตักบาตร เข้าวัด ฟังธรรมเป็นเรื่อง ที่ส่วนใหญ่คุณครูจะปฏิบัติ แม้กิจกรรมวันครู จะถูกปรับปรุงกิจกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยตลอดเวลา แต่การเข้าวัดเพื่อทำจิตใจให้สะอาด และทำบุญ จะช่วยให้มีสติในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ซึ่งตามต่างจังหวัดอาจทำพิธีการทางศาสนาที่คุณครูร่วมกับชาวบ้าน

บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะ

กิจกรรมแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน ซึ่งบางโรงเรียนก็จัดกิจกรรม มีพิธีปฏิญาณตน รวมไปถึงการกล่าวระลึกถึงพระคุณของครู ซึ่งจะรวมทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ใหม่ มาในวันเดียวกัน ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน การจัด กิจกรรมจัดเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ปกครองกับคุณครู ในวันครูนั้น อาจจะเป็นการแข่งขันกีฬาเพื่อความสามัคคี หรืองานเฉลิมฉลองต่างๆ ซึ่งจะช่วยสานสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างผู้ปกครองและครู รวมถึงเด็กๆ อีกด้วย

ฟังพิธีการจากส่วนกลาง

มีการถ่ายทอดสดพิธีการงานวันครู ส่วนกลาง ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 09.00 น.

แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมวันครู

กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันครู ต่างทำเพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณที่คุณครู ได้อบรม สั่งสอน และเป็นผู้ให้ความรู้ เป็นผู้ให้แสงสว่างนำทางส่องชีวิต ทำให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณ ซึ่งการส่งเสริมแนวทางการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้วันครูได้สืบยาวนานตลอดไป จะเป็นการดีที่เป็นกำลังและแรงใจให้คุณครู ได้มีกำลังใจที่จะสอนต่อไป

พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์

การส่งเสริมแนวทางที่จะทำให้กิจกรรมวันครูสืบต่อไป ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

กิจกรรมทางวิชาการ

เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมวันครูสำหรับการจัดกิจกรรมทางวิชาการในช่วงสัปดาห์ "วันครู" เพื่อสร้างจิตวิญญาณความเป็นครูและกิจกรรมการพัฒนาครู ซึ่งเด็กๆ จะได้เห็นความเหนื่อยยาก ลำบาก กว่าจะทำให้เด็กแต่บะคนประสบความสำเร็จ

มอบโล่ประกาศเกียรติคุณครูดีเด่น

เป็นการจัดกิจกรรม ที่มีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ "ครูดีไม่มีอบายมุข" อาจจัดเป็นงานนิทรรศการ งานวันครูและเปิดประชุมทางวิชาการ การจัดอภิปราย เกี่ยวกับครู การนำเสนอผลงานเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ และมอบรางวัลแก้ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่การศึกษาและได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล 

พิธีไหว้ครู
การระลึกนึกถึงพระคุณของคุณครู การไหว้ครูคือการแสดงความเคารพระลึกถึงพระคุณของครูด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้สักการะครู การแสดงความเคารพบูชาครูบาอาจารย์ ดีที่สุดคือปฏิบัติบูชา คือทำตามคำสอนของท่าน ครูมีหน้าที่แนะนำสิ่งดีๆ อบรมสั่งสอน หน้าที่ของศิษย์เองก็จะต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามเรียกว่าปฏิบัติ อันนี้คือการปฏิบัติบูชาที่ดีที่สุด 

ในทางพระพุทธศาสนาของเรานี่ ครูผู้ยิ่งใหญ่ของเราคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจึงควรศึกษาของดีๆ ที่มีอยู่ในพระพุทธ ศาสนา เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างกว้างขวางและนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมกับคำสอนของคุณครู เพียงเท่านี้ก็จะดำเนินชีวิตไปอย่างมีความสุขด้วยสติแล้ว


ข้อมูลจาก http://www.kruwandee.com/news และ http://www.myhora.com/



วันลอยกระทง 2558

โพสต์5 พ.ย. 2558 14:47โดยกลุ่มอำนวยการ สพป.ชัยภูมิ 1   [ อัปเดต 5 พ.ย. 2558 14:49 ]


         ถือว่าเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวไทยทุกคน วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 มักตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ประเพณีลอยกระทง ซึ่งปี 2558 นี้ ตรงกับวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน โดยวันลอยกระทงได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

          เดิมเชื่อกันว่า ประเพณีลอยกระทง เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่า “พิธีจองเปรียง” ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 1

       ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงเพื่อประกวดแข่งขันกัน ซึ่งใช้แรงงานและแรงคนเป็นจำนานมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงมองเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองจึงยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่ไป และหันมาทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ ซึ่งเรียกว่า “เรือลอยประทีป”

ความเป็นมาและความเชือ ของเทศกาลลอยกระทง

  1. ลอยกระทง เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกบุญคุณของแม่น้ำ ที่ให้เราได้อาศัยดื่มกิน อีกทั้งขออภัยพระแม่คงคาที่ทำให้แหล่งน้ำต่างๆ ไม่สะอาด
  2. ลอยกระทง เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที
  3. ลอยกระทง เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยอาศัยความเชื่อในการลอยความทุก ความโศก โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีๆ ต่างให้ไปกับแม่น้ำ
  4. ลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคฺตฺ ที่ชาวไทยภาคเหนือเคารพ ซึ่งบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในส่วนลึกของท้องทะเล หรือสะดือทะเล
  5. ลอยกระทง เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่เก่าแก่ของไทยแต่โบราณ อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับชาวไทยและ ชาวต่างชาติ
  6. เพื่อเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ครอบครัว ให้ได้อยู่ร่วมกันในวันลอยกระทง
  7. เพื่อส่งเสริมฝีมืองานอาชีพ อีกทั้งส่งเสริมให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการแข่งขันทำกระทง การประกวดนางนพมาศ เป็นประจำทุกปี ที่ต้องมีในวันลอยกระท

บทความจาก http://scoop.mthai.com/specialdays/

วันวิสาขบูชา 2558

โพสต์29 พ.ค. 2558 19:30โดยกลุ่มอำนวยการ สพป.ชัยภูมิ 1

วันวิสาขบูชา (บาลี: วิสาขปูชา; อังกฤษ: Vesak) เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนาสำหรับชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และวันสำคัญในระดับนานาชาติตามข้อมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ[1] เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธโคดม โดยทั้งสามเหตุการณ์ได้เกิด ณ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง และเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก "วิสาขปุรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" อันเป็นเดือนที่สองตามปฏิทินของอินเดีย ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และมักตรงกับเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองหน ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 7 แต่ประเทศอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีวิสาขบูชาในวันเพ็ญเดือน 6 แม้ในปีนั้นจะมีเดือน 8 สองหนตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม[2] ส่วนในกลุ่มชาวพุทธมหายานบางนิกายที่นับถือว่า เหตุการณ์ทั้ง 3 นั้นเกิดในวันต่างกันไป จะมีการจัดพิธีวิสาขบูชาต่างวันกันตามความเชื่อในนิกายของตน ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของชาวพุทธเถรวาท[3]

วันวิสาขบูชานั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ" ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) และเหตุการณ์ต่อมา เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) และเหตุการณ์สุดท้าย เมื่อ 1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็น "วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ณ ใต้ร่มสาลพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (อยู่ในเขตประเทศอินเดียในปัจจุบัน) โดยเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะนี้ทั้งสิ้น ชาวพุทธจึงนับถือว่าวันเพ็ญเดือน 6 นี้ เป็นวันที่รวมวันคล้ายวันเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของพระพุทธเจ้าไว้มากที่สุด และได้นิยมประกอบพิธีบำเพ็ญบุญกุศลและประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อเป็นการถวายสักการะรำลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน

ข้อมูลจาก  http://th.wikipedia.org/wiki/


ความรู้ "วันคริสต์มาส"

โพสต์24 ธ.ค. 2557 17:35โดยวนิดา สุนคร

.. คริสต์มาส คริสมาส ..


เป็นการฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า " คริสต์มาส " เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ ว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า "Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas


ในภาษาไทย " คริสต์มาส " ก็มีความหมาย เช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า "เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์ เป็นความสว่างในตอนกลางคืน Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ"


คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ ถือเอาประเพณีของชนในท้องถิ่นนั้น มาประยุกต์เข้ากับศาสนา โดยจัดให้มีการฉลองเพื่อระลึก ถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศประเพณี นี้ ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษ ที่ 4 และ ค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป

 

.. ซานตาคลอส ซานต้าครอส ..


วันคริสต์มาสนี้เริ่มตั้งแต่คริสตวรรษที่4 มีนักบุญคนหนึ่งชื่อ "นิโคลาส " หรือ "เซนต์นิโคลาส" ท่านเป็นนักบุญ ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเป็นเด็กหนุ่ม ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชแห่งแคว้นไมรา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี ท่านได้กลายเป็นนักบุญอุปถัมถ์ประจำชีวิตเด็ก


เด็กในประเทศอังกฤษ จะเรียกคุณตาใจดีว่า "คุณพ่อแห่งวันคริสต์มาส" ( Father Christmas ) เด็กเยอรมันนีเรียกว่า "ญาติแห่งพระคริสต์ " ( Christ Child ) เด็กชาวดัชท์เรียกว่า "ซาน นิโคลาส" หรือ "Sankt Klous" ในที่สุดกลายเป็น " ซานตาคลอส " ติดปากเด็กๆทั่วโลก


ในปี ค.ศ. 1866 นักวาดการ์ตูนชาวอเมริกัน ชื่อ โธมัส แนส เป็นคนแรกที่วาดภาพของ ซานตาคลอส ขึ้นมาลักษณะเหมือนที่เรา เห็นทุกวันนี้ ลงพิมพ์ในหนังสือ "Horpers Weekly"เป็นครั้งแรกใบหน้าของซานตาคลอส เป็นสีแดงอมชมพูเหมือนกลีบกุหลาบ จมูกแดงเหมือนผลเชอรี่สุก นัยน์ตาสุกใสเป็นประกาย หนวดเคราสีขาวท่าทางใจดี ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียง ตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย คือความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง และที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กๆคือ ของขวัญ ของขวัญ และ ของขวัญ

.. ต้นคริสต์มาส ..


ในสมัยโบราณหมายถึงต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า ตั้งแต่ศตวรรษที่11 ชาวคริสต์แสดงละครที่หน้าวัด ถึงความหมายของคริสต์มาสและเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อประดับฉากแสดงถึง บาปกำเนิดของอาดัมและเอวาต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสน เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่หาง่าย ที่สุดในประเทศเหล่านั้น


การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี จนถึงศตวรรษที่15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่น เหมือน ลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายที่ ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆแบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตน โดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน เพราะต้นไม้เป็นจุดเด่นในลานวัด ที่เขาเคยร่วมสนุกกัน จากนั้นก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลและแขวนแผ่นขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ซึ่ง ก็มีวิวัฒนาการ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็กลายเป็นขนมและของขวัญ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้


เราจะเห็นได้ว่าวันคริสต์มาสเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพื่อเป็นการระลึกถึงวันที่พระบุตร ของพระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นพระเจ้า ที่จะอยู่กับเราตลอดไป เป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เป็นพี่หัวปีที่จะนำมนุษย์ทั้งมวลไปสู่พระบิดาเจ้า พระองค์เป็นความสำเร็จบริบูรณ์ ตามคำ สัญญาของพระเจ้าที่จะดูแลป้องกัน รักษาเราผู้เป็นประชากรของพระองค์

ข้อมูลจาก http://www.educatepark.com


ในหลวงของเรา

โพสต์26 พ.ย. 2557 18:06โดยวนิดา สุนคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2470 ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาซูเซตส์สหรัฐอเมริกา ทรงเป็นพระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี (เดิมทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์) ทรงมีพระเชษฐภคินี คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ และพระบรมเชษฐาธิราช คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

 

 

เมื่อครั้งทรงพระเยาว์009              ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2471 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จจากสหรัฐอเมริกานิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกครั้นเมื่อ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สมเด็จพระบรมราชชนกก็เสด็จสวรรคต ณ กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2476 จึงได้โดยเสด็จพระบรมราชชนนี พร้อมกับพระเชษฐภคินี และพระบรมเชษฐาธิราชไปประทับ ณ ตำหนักวิลล่าวัฒนา เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

            ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2481 ได้โดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลนิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐานประมาณ 3 เดือน จึงโดยเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

 

เสด็จนิวัตประเทศไทยครั้งที่2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระราชอนุชา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช            ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2488 ได้โดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมกับ สมเด็จพระบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สาม ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวังในระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทย 2 ครั้งหลังนี้ได้โดยเสด็จ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดหลายครั้ง

           ครั้นในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน รัฐสภามีมติเป็นเอกฉันท์กราบทูลเชิญขึ้นครองสิริราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ กลับไปยังประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทรงศึกษาต่อ คราวนี้ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและการปกครองแทนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เคยทรงศึกษาแต่เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชภาระที่ต้องทรงรับในฐานะพระมหากษัตริย์ของประเทศ

 

               ทรงประสบอุบัติเหตุในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2491 เมื่อรถยนต์พระที่นั่งที่ทรงขับชนกับรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ บริเวณริมทะเลสาปเยนีวา ทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเศียร พระพักตร์และพระเนตรด้านขวา ต้องประทับรักษาพระอาการประชวรเป็นเวลา 5 เดือน จึงมีพระพลานามัยดีเหมือนเดิม

 

             ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สี่ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2493

ราชาภิเษกสมรส            ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์ สิริกิติ์ กิติยากร ณ วังสระปทุม พร้อมกับทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณีขึ้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยเป็น “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ในโอกาสนั้นได้ทรงมีพระบรมราชโองการว่า เราจักครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และทรงสถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

เสด็จขึ้นครองราชย์


                เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์

 

ในหลวง                  ตลอดเระยะวลา 60 กว่าปี ของการครองราชย์ได้ทรงอุทิศพระองค์ ให้แก่ ประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปปะการในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขและใช้เวลาส่วนพระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ โดยทรงใช้เวลาอยู่กับประชาชนครั้งละนานๆ อย่างใกล้ชิด จึงทรงตระหนักในปัญหาต่างๆ ของประชาชน ซึ่งได้พระราชทานพระราชดำริให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแก้ปัญหา รวมทั้งทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ในโครงการต่างๆ ที่ทรงเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ันเป็นที่มาของโครงการตามพระราชดำริหลายโครงการที่เกิดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

 

 

 


ข้อมูลจาก http://www.chaoprayanews.com/

วันลอยกระทง 2557 ประวัติวันลอยกระทง

โพสต์28 ต.ค. 2557 20:51โดยวนิดา สุนคร

วันลอยกระทง 2557

ลอยกระทง เป็นพิธีอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน 12 หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆ ที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ และความเชื่อต่างๆ กัน ในปีนี้ วันลอยกระทง ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2557

ประเพณีลอยกระทง มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีน อินเดีย เขมร ลาว และพม่า ก็มีการลอยกระทงคล้ายๆ กับบ้านเรา จะต่างกันบ้าง ก็คงเป็นเรื่องรายละเอียด พิธีกรรม และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในบ้านเราเอง การลอยกระทง ก็มาจากความเชื่อที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้รวบรวมมาบอกเล่าให้ทราบกันดังต่อไปนี้

ทำไมถึงลอยกระทง

การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา

ลอยกระทง 2555

วัตถุประสงค์ของวันลอยกระทง

นอกจากนี้ ลอยกระทง ก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทง เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย

พระยาอนุมานราชธน ได้สันนิษฐานว่า ต้นเหตุแห่งการลอยกระทง อาจมีมูลฐานเป็นไปได้ว่า การลอยกระทงเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องอาศัยน้ำเป็นสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญชาติงอกงามดี และเป็นเวลาที่น้ำเจิ่งนองพอดี ก็ทำกระทงลอยไปตามกระแสน้ำไหล เพื่อขอบคุณแม่คงคา หรือเทพเจ้าที่ประทานน้ำมาให้ความอุดมสมบูรณ์ เหตุนี้ จึงได้ลอยกระทงในฤดูกาลน้ำมาก และเมื่อเสร็จแล้ว จึงเล่นรื่นเริงด้วยความยินดี เท่ากับเป็นการสมโภชการงานที่ได้กระทำว่า ได้ลุล่วงและรอดมาจนเห็นผลแล้ว ท่านว่าการที่ชาวบ้านบอกว่า การลอยกระทงเป็นการขอขมาลาโทษ และขอบคุณต่อแม่คงคา ก็คงมีเค้าในทำนองเดียวกับการที่ชาติต่างๆ แต่ดึกดำบรรพ์ได้แสดงความยินดี ที่พืชผลเก็บเกี่ยวได้ จึงได้นำผลผลิตแรกที่ได้ ไปบูชาเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อขอบคุณที่บันดาลให้การเพาะปลูกของตนได้ผลดี รวมทั้งเลี้ยงดูผีที่อดอยาก และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เสร็จแล้วก็มีการสมโภชเลี้ยงดูกันเอง

ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความเจริญแล้ว การวิตกทุกข์ร้อน เรื่องเพาะปลูกว่าจะไม่ได้ผลก็น้อยลงไป แต่ก็ยังทำการบวงสรวง ตามที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี เพียงแต่ต่างก็แก้ให้เข้ากับคติลัทธิทางศาสนาที่ตนนับถือ เช่น มีการทำบุญสุนทานเพิ่มขึ้นในทางพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ที่สุด ก็คงเหลือแต่การเล่นสนุกสนานรื่นเริงกันเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น การลอยกระทงจึงมีอยู่ในชาติต่างๆทั่วไป และการที่ไปลอยน้ำ ก็คงเป็นความรู้สึกทางจิตวิทยา ที่มนุษย์โดยธรรมดา มักจะเอาอะไรทิ้งไปในน้ำให้มันลอยไป

ทำไมกระทงส่วนใหญ่เป็นรูปดอกบัว ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือตำนานนางนพมาศ ซึ่งเป็นพระสนมเอก ของพระมหาธรรมราชาลิไทยหรือพระร่วง แห่งกรุงสุโขทัย ได้กล่าวถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองว่า เป็นเวลาเสด็จประพาสลำน้ำ ตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน และได้มีรับสั่งให้บรรดาพระสนมนางในทั้งหลาย ตกแต่งกระทงประดับดอกไม้ธูปเทียน นำไปลอยน้ำหน้าพระที่นั่ง ในคราวนั้น ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศพระสนมเอก ก็ได้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวกมุทขึ้น ด้วยเห็นว่าเป็นดอกบัวพิเศษ ที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้งในวันดังกล่าว สมควรทำเป็นกระทงแต่งประทีป ลอยไปถวายสักการะรอยพระพุทธบาท ซึ่งเมื่อพระร่วงเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็น ก็รับสั่งถามถึงความหมาย นางก็ได้ทูลอธิบายจนเป็นที่พอพระราชหฤทัย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน 12 ให้นำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน” ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นโคมลอยรูปดอกบัวปรากฏมาจนปัจจุบัน

ตำนานและความเชื่อวันลอยกระทง

จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า การลอยกระทง ในแต่ละท้องที่ก็มาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่แตกต่างกัน บางแห่งก็มีตำนานเล่าขานกันต่อๆมา ซึ่งจะยกตัวอย่างบางเรื่องมาให้ทราบ ดังนี้

เรื่องแรก ว่ากันว่าการลอยกระทง มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุทธนั่นเอง

กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาค ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆ มาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทง ตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐาน ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลาย จึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทง เพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

เรื่องที่สอง ตามตำราพรหมณ์คณาจารย์กล่าวว่า

พิธีลอยประทีปหรือตามประทีปนี้ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์และพระพรหม เป็นประเภทคู่กับลอยกระทง ก่อนจะลอยก็ต้องมีการตามประทีปก่อน ซึ่งตามคัมภีร์โบราณอินเดียเรียกว่า “ทีปาวลี” โดยกำหนดทางโหราศาสตร์ว่า เมื่อพระอาทิตย์ถึงราศีพิจิก พระจันทร์อยู่ราศีพฤกษ์เมื่อใด เมื่อนั้นเป็นเวลาตามประทีป และเมื่อบูชาไว้ครบกำหนดวันแล้ว ก็เอาโคมไฟนั้นไปลอยน้ำเสีย ต่อมาชาวพุทธเห็นเป็นเรื่องดี จึงแปลงเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท และการรับเสด็จพระพุทธเจ้า ดังที่กล่าวมาข้างต้น โดยมักถือเอาเดือน 12 หรือเดือนยี่เป็งเป็นเกณฑ์ (ยี่เป็งคือเดือนสอง ตามการนับทางล้านนา ที่นับเดือนทางจันทรคติ เร็วกว่าภาคกลาง 2 เดือน)

เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของพม่า

เล่าว่า ครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงมีพระประสงค์จะสร้างเจดีย์ให้ครบ 84,000 องค์ แต่ถูกพระยามารคอยขัดขวางเสมอ พระองค์จึงไปขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่ง คือ พระอุปคุตช่วยเหลือ พระอุปคุตจึงไปขอร้องพระยานาคเมืองบาดาลให้ช่วย พระยานาครับปาก และปราบพระยามารจนสำเร็จ พระเจ้าอโศกมหาราช จึงสร้างเจดีย์ได้สำเร็จสมพระประสงค์ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 คนทั้งหลายก็จะทำพิธีลอยกระทง เพื่อบูชาคุณพระยานาค เรื่องนี้ บางแห่งก็ว่า พระยานาค ก็คือพระอุปคุตที่อยู่ที่สะดือทะเล และมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงปราบมารได้ และพระอุปคุตนี้ เป็นที่นับถือของชาวพม่า และชาวพายัพของไทยมาก

เรื่องที่สี่ เกิดจากความเชื่อแต่ครั้งโบราณในล้านนาว่า

เกิดอหิวาต์ระบาด ที่อาณาจักรหริภุญชัย ทำให้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก พวกที่ไม่ตายจึงอพยพไปอยู่เมืองสะเทิม และหงสาวดีเป็นเวลา 6 ปี บางคนก็มีครอบครัวอยู่ที่นั่น ครั้นเมื่ออหิวาต์ได้สงบลงแล้ว บางส่วนจึงอพยพกลับ และเมื่อถึงวันครบรอบที่ได้อพยพไป ก็ได้จัดธูปเทียนสักการะ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าวใส่ สะเพา ( อ่านว่า “ สะ - เปา หมายถึง สำเภาหรือกระทง ) ล่องตามลำน้ำ เพื่อระลึกถึงญาติที่มีอยู่ในเมืองหงสาวดี ซึ่งการลอยกระทงดังกล่าว จะทำในวันยี่เพง คือ เพ็ญเดือนสิบสอง เรียกกันว่า การลอยโขมด แต่มิได้ทำทั่วไปในล้านนา ส่วนใหญ่เทศกาลยี่เพงนี้ ชาวล้านนาจะมีพิธีตั้งธัมม์หลวง หรือการเทศน์คัมภีร์ขนาดยาวอย่างเทศน์มหาชาติ และมีการจุดประทีปโคมไฟอย่างกว้างขวางมากกว่า (การลอยกระทง ที่ทางโบราณล้านนาเรียกว่า ลอยโขมดนี้ คำว่า “ โขมด อ่านว่า ขะ-โหมด เป็นชื่อผีป่า ชอบออกหากินกลางคืน และมีไฟพะเหนียงเห็นเป็นระยะๆ คล้ายผีกระสือ ดังนั้น จึงเรียกเอาตามลักษณะกระทง ที่จุดเทียนลอยในน้ำ เห็นเงาสะท้อนวับๆ แวมๆ คล้ายผีโขมดว่า ลอยโขมด ดังกล่าว)

เรื่องที่ห้า กล่าวกันว่าในประเทศจีนสมัยก่อน

ทางตอนเหนือ เมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำจะท่วมเสมอ บางปีน้ำท่วมจนชาวบ้านตายนับเป็นแสนๆ และหาศพไม่ได้ก็มี ราษฎรจึงจัดกระทงใส่อาหารลอยน้ำไป เพื่อเซ่นไหว้ผีเหล่านั้นเป็นงานประจำปี ส่วนที่ลอยในตอนกลางคืน ท่านสันนิษฐานว่า อาจจะต้องการความขรึม และขมุกขมัวให้เห็นขลัง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผีๆสางๆ และผีก็ไม่ชอบปรากฏตัวในตอนกลางวัน การจุดเทียนก็เพราะหนทางไปเมืองผีมันมืด จึงต้องจุดให้แสงสว่าง เพื่อให้ผีกลับไปสะดวก ในภาษาจีนเรียกการลอยกระทงว่า ปล่อยโคมน้ำ (ปั่งจุ๊ยเต็ง) ซึ่งตรงกับของไทยว่า ลอยโคม จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความกตัญญู ระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้า หรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชน ได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง

ประเพณีลอยกระทง นอกจากจะเป็นประเพณีที่มีคุณค่า ในเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ต่อผู้มีพระคุณดังที่กล่าวมาแล้ว ประเพณีนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสานาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญ ก็ถือว่ามีส่วนช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆ แห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองไปด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม

ข้อมูลจาก http://campus.sanook.com

ความสำคัญของวันเกษียณอายุราชการ

โพสต์26 ก.ย. 2557 17:14โดยวนิดา สุนคร

         คอลัมน์ : คนคาบสมุทรมลายู            โดย...จรูญ  หยูทอง-แสงอุทัย       
       ศ.พันตรีอาคม  พัฒิยะ  ผู้อาวุโสที่ผู้เขียนให้ความเคารพนับถือว่า เป็นผู้ใหญ่ที่ไหว้ได้เต็มไม้เต็มมือ เคยถามผู้เขียนว่า “รูญรู้ไหม คนที่เกษียณอายุแล้วมันกลัวอะไร”  ผู้เขียนบอกไม่รู้  อาจารย์รีบเฉลยว่า “มันกลัวคนไม่ไหว้”  คำถามนี้เกิดขึ้นในวันที่อาจารย์เกษียณอายุแล้วไม่นาน และอาจารย์ติดสอยห้อยตาม (ไปไหนไปกัน) ผูเขียนไปที่สำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสงขลา (สมัยนั้น) เจอคนรู้จัก และดีใจที่มีคนยกมือไหว้ทักทายแล้ว  ๒  คน
        
       อาจารย์อรรถาธิบายว่า ในสังคมอำนาจนิยม เมื่อเรามีอำนาจวาสนา มีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตพอที่จะให้คุณให้โทษคนอื่นได้ ก็ย่อมมีคนให้ความเคารพกราบไหว้อย่างนอบน้อม จนแยกไม่ออกว่าเขาไหว้เราที่คุณความดี หรือไหว้ที่ตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถจะให้คุณให้โทษเขาได้  ครั้นเมื่อลงจากตำแหน่ง หรือถึงกาลเกษียณ  หมดอำนาจหน้าที่  ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการเอาใจใส่เหลียวแลเหมือนตอนอยู่ในตำแหน่ง 
        
       ดังนั้น  หากใครยังไหว้เราอยู่หลังจากเราเกษียณอายุราชการ หรือพ้นจากตำแหน่งแล้ว แสดงว่าเขาไหว้คุณความดี หรือไหว้ที่ตัวเรามากกว่าที่ตำแหน่ง
        
       สิ้นเดือนกันยานของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ข้าราชการส่วนหนึ่งทยอยกันอำลาชีวิตราชการที่ทำหน้าที่กันมาหลายทศวรรษ  เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของทุกคนที่เป็นข้าราชการไม่ต่างจากวันบรรจุใหม่  ต่างกันเพียงว่าวันนี้เป็นวันสิ้นสุดภาระหน้าที่ ขณะที่วันบรรจุใหม่เป็นวันเริ่มต้นชีวิตราชการ  งานเลี้ยงแสดงมุทิตาจิตในกาลเกษียณจึงมีความหมาย  มีความสำคัญอีกแบบหนึ่ง  เป็นงานที่คนอื่นจัดให้ด้วยความผูกพัน และประทับใจในการได้มีโอกาสทำงานร่วมกัน ที่ย่อมมีทั้งผู้ถูกใจ และไม่ถูกใจ  มีทั้งมิตร และศัตรูเป็นธรรมดา 
        
       วันเกษียณของบางคนจึงอบอวลไปด้วยไมตรีจิตจากมิตรสหาย  เพื่อนพ้องน้องพี่  ลูกศิษย์ลูกหา  ในขณะที่บางคนไม่มีความสุขกับวันเกษียณ ถึงขนาดไม่มาร่วมงานที่ทางต้นสังกัดจัดให้ เพราะไม่ประทับใจกับผู้จัด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานนั้นๆ  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
        
       หน่วยงานบางหน่วยงาน  บุคลากรมีความรักใคร่กลมเกลียว  สมัครสมานสามัคคี เพราะวัฒนธรรมธรรมองค์กรเป็นองค์กรที่มีความเป็นธรรม  เที่ยงตรง  มีศักดิ์ศรี  เกียรติภูมิ  ส่งเสริมสนับสนุนกันด้วยความรู้ ความสามารถ  ไม่ใช่ด้วยความสนิทสนมรักใคร่ชอบพอเป็นการส่วนตัว  สร้างความอยุติธรรม  ไม่ตรงไปตรงมา  ทำให้เสื่อมถอยศรัทธาซึ่งกันและกัน  คนมีความรู้ความสามารถเป็นตัวของตัวเองถูกกลั่นแกล้งกีดกัน  ส่วนคนไร้ความสามารถ แต่มีความถนัดในเรื่องประสบสอพลอกลับได้ดิบได้ดี เพราะใกล้ชิดสนิทสนมผู้มีอำนาจ  หน่วยงานแบบนี้ย่อมยากที่จะสร้างความสมานสามัคคีในองค์กรได้  วันเกษียณของบุคลากรในหน่วยงานที่ขัดแย้งแตกแยกย่อมมีบรรยากาศเงียบเหงา  อึมครึม  ปั้นหน้าเข้าหากัน เพื่อรักษามารยาท  ไม่มีความอบอุ่น  ไม่มีความจริงใจต่อกัน  หลายคนจึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมงาน
        
       บางหน่วยงานมีบุคลากรหลายระดับเกษียณอายุราชการพร้อมกัน  ทำให้ชั้นผู้น้อย  เช่น  ลูกจ้างประจำ  ตัดสินใจไม่เข้าร่วมงาน เพราะรู้สึกอึดอัดใจที่จะต้องไปปรากฏตัวบนเวทีร่วมกับอาจารย์ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีอะไรหลายอย่างแตกต่างกัน  เท่าเทียมกันอย่างเดียวคือ สูงอายุพอกันเท่านั้น  แต่อย่างอื่นแตกต่างกันหมด  รวมทั้งการได้รับการเอาใจใส่ดูแล  และที่สำคัญต้องพูดภาษาราชการที่ตัวเองไม่ถนัด และกลายเป็นตัวตลกของงาน
        
       ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมงานแสดงมุทิตาจิตวันเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูมาหลายครั้ง  ครั้งล่าสุดคือ การเกษียณอายุราชการของเพื่อนรุ่นพี่ข้าราชการครูที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์  มีอาจารย์อุบล  อาจารย์พงษ์ศักดิ์  อาจารย์ยุพเยาว์  อาจารย์พรพรรณ และพี่เล็ก หรือยามเล็ก  รู้สึกอบอุ่น  ประทับใจแทนเจ้าตัว ถึงกับเปรยกับเพื่อนร่วมโต๊ะว่า “ผมอยากมาเกษียณอายุราชการที่พะตงประธานคีรีวัฒน์”  โรงเรียนที่ผมอยู่นานที่สุดในชีวิตการเป็นครู  แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
        
       บรรยากาศของงานเกษียณอายุราชการของเพื่อนครูที่นั่นมีความอบอุ่น  ทั้งเพื่อนครูในปัจจุบัน และเพื่อนครูที่เกษียณไปก่อนหน้านี้แล้ว และเพื่อนครูที่ย้ายออกจากที่นั่นมานานอย่างผู้เขียน และเพื่อน (ธีระวัฒน์  สุกิจ อภิมน  มนัส  ฯลฯ) ต่างก็กลับมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ด้วยความรักความผูกพัน  ที่สำคัญคือ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพนับถือมาจองโต๊ะจัดเลี้ยง ที่ทางโรงเรียนระดมเงินโดยการหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือนครูทุกคน  ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม  ส่วนของขวัญก็มากมายก่ายกองยิ่งกว่างานปีใหม่  บรรยากาศเช่นนี้หาได้ยากมากในแวดวงวิชาชีพอื่นๆ หรือแวดวงวิชาชีพเดียวกัน  จึงอดชื่นชม “ชาวพะตงประธานคีรีวัฒน์” ไว้ในที่นี้ไม่ได้  เสียดายที่ผู้เขียนเดินออกจากที่นั่นมาเมื่อประมาณ  ๒๐  ปีที่แล้วด้วยความจำเป็น
        
       สำหรับวันเวลาที่เหลือของผู้เกษียณอายุราชการแต่ละคน คงเป็นวันเวลาที่จะได้พักผ่อนจากสัมภาระที่หอบหิ้วมานาน  หรือไม่ก็สำหรับบางคนก็คงเป็นวันเวลาที่จะได้ท่องเที่ยว หรือทำอะไรที่อยากจะทำ โดยไม่มีใครมากำหนดบงการ  ไม่มีการลงเวลามาปฏิบัติหน้าที่  ลงเวลากลับ  มีการประเมินให้น่ารำคาญใจอีกต่อไป  แต่หลายคนอาจจะเป็นวันเวลาแห่งความเงียบเหงา  ว้าเหว่  กระวนกระวาย หรือเบื่อหน่ายที่ต้องหายใจทิ้งไปวันๆ
        
       แต่สำหรับผู้เขียนวาดหวังว่า วาระกาลเกษียณอายุราชการน่าจะเป็นวันที่มีค่า  มีความหมายที่สุดสำหรับคนคนหนึ่งที่ทำงานมาค่อนชีวิตจนถึงบั้นปลาย  ทุกคนมีเกิด และตายได้คนละครั้งเดียวเท่ากัน แต่ที่มันต่างกันคือ ระยะเวลาระหว่างวันเกิดกับวันตายว่าแต่ละคนเลือกอยู่ เลือกเป็น และเลือกทำเช่นไร  เมื่อมาถึงวันนี้ใครทำอะไรไว้ ในวันวานจะดีหรือร้ายก็ไม่อาจจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว  ทำได้อย่างเดียวก็คือ รับผลของการกระทำอันนั้นตราบจนชีวิตจะหาไม่
        
       และคอยหวาดผวาเหมือนที่อาจารย์อาคม  พัฒิยะ ตั้งคำถามไว้เหมือนเป็นการเตือนสติผู้เขียนให้เร่งทำความดี เพื่อจะได้ปลอดภัยใน  ๒  วาระสำคัญคือ วันเกษียณอายุราชการ และงานศพ ที่ผู้อยู่ข้างหลังจะได้ไม่ลำบากใจในการค้นหาความดีของผู้เกษียณ หรือผู้ตายมากล่าวสดุดี  เพราะหากไม่ทำดีไว้บ้าง  ผู้อยู่ข้างหลังก็จนปัญญาที่จะควานหา และหยิบยกคุณความดีของเรามากล่าวอ้าง  จนพระต้องผิดศีลเพราะต้องโกหกเพื่อให้ผู้ตายดูดีมีสาระ-อนิจจา.

ทุ่งดอกกระเจียว

โพสต์19 ส.ค. 2557 21:44โดยวนิดา สุนคร



                  "ทุ่งดอกกระเจียว"  เกิดจากดอกกระเจียวป่า หลากหลายสายพันธุ์  ที่พร้อมใจกันขึ้นรายรอบบริเวณ ของอุทยานฯและจะมีอยู่บริเวณหนึ่งใช้พื้นที่หลายไร่     ที่จะมีดอกกระเจียวขึ้นอย่างหนาแน่นจนกลายเป็นทุ่ง    ซึ่ง เวลามองดูก็จะเห็นเป็นสีชมพูปนขาว   และมีสีเขียวของลำต้ันและก้านใบเป็นสีเขียวสด   ประกอบกับสีเขียว ของหญ้าทีขึ้นมาแซม ทำให้ทุ่งกระเจียว เขียวขจี สวยงามเหมือนกับทุ่งในทรวงสวรรค์เลย              โดยในช่วงฤดูฝน เริ่มต้นเดือนมิถุนายน     ถึง ปลายเดือนกรกฎาคม ของทุก ๆ ปี    ต้นกระเจียวจะออก ดอกสวยงามตระการตาไปทั่วผืนป่า  จัดได้ว่าเป็น   "นางเอกของอุทยานฯ"  ก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะดอกกระเจียว จะไม่มีให้เห็นเลยนอกเสียจากในช่วงเวลาที่ว่านี่เท่านั้น...








1-8 of 8